วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559

บันทึกการเรียน
วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม 2559

สัปดาห์นี้อาจารย์ให้แต่ละกลุ่มออกมานำเสนอวิจัยที่ตนได้หามา

วิจัยของกลุ่มพวกเรา

วิจัยเรื่อง ความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการศึกษาปฐมวัย


การศึกษาระดับ 
มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
ปีที่ทำวิจัย 2556
ผู้วิจัย นางสาว ราตรี  อิงมั่น

บทนำ

ความสำคัญและความเป็นมาของปัญหาการวิจัย
ประเด็นที่ 1 ความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียน
ประเด็นที่ 2 การเปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียน
ประเด็นที่ 3 ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงพัฒนาการของผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียน

วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1.เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ปกครองโรงเรียน
2.เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้ปกครองโรงเรียน
3.เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียน

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. ได้ข้อมูลเกี่ยวกับความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียนพันธะวัฒนา กรุงเทพมหานคร ในการจัดการเรียนการสอน ด้านการจัดบริการนักเรียน ด้านการให้ข่าวสารข้อมูล และ อาคารสถานที่สภาพแวดล้อม
2.ได้ข้อมูลผลการเปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้ปกครองที่จำแนกตามเพศ อายุ วุฒิการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน
3. ได้ข้อมูลมาปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนของโรงเรียนพันธะวัฒนา กรุงเทพมหานคร ให้ดีขึ้น

ขอบเขตของการศึกษาวิจัย
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเฉพาะกรณีเพื่อหาข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนของ โรงเรียนพันธะวัฒนา กรุงเทพมหานคร ให้ดียิ่งขึ้นและผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตการวิจัย ดังนี้
1.ขอบเขตด้านเนื้อหา
การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาความพึงพอใจของผู้ปกครอง ที่มีต่อการจัดการศึกษา  ในระดับปฐมวัย ของโรงเรียนพันธะวัฒนาใน 4ด้าน  ดังนี้ 
1) ด้านการจัดการเรียนการสอน 
2) ด้านการจัดบริการนักเรียน 
3) ด้านการให้ข่าวสารข้อมูล 
4) ด้านอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม
2.  ขอบเขตด้านตัวแปร
1)  ตัวแปรต้นได้แก่ สถานภาพของผู้ปกครองนักเรียน ประกอบด้วยเพศอายุวุฒิการศึกษา อาชีพและรายได้ต่อเดือน
2) ตัวแปรตาม คือ ความพึงพอใจผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียนพันธะวัฒนา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร  ๔ ด้าน คือ
1) ด้านการจัดการเรียนการสอน
2) ด้านการจัดบริการนักเรียน
3) ด้านการให้ข่าวสารข้อมูล
4) ด้านอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม 
3. ขอบเขตด้านประชากร
ประชากรที่ใช้วิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ปกครองนักเรียนชั้นอนุบาล ๑ -๓โรงเรียนพันธะวัฒนา กรุงเทพมหานคร จำนวน ๒๒o คน

นิยามคำศัพท์
ด้านการจัดการเรียนการสอน หมายถึง การดำเนินการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนซึ่งประกอบด้วย การจัดการประสบการณ์ และกิจกรรมการเรียนการสอน ครูผู้สอน สื่อการเรียนการสอน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ด้านการจัดบริการนักเรียน หมายถึง กิจกรรมสนับสนุนที่โรงเรียนจัดให้แก่นักเรียนเพื่อตอบสนองความต้องการของนักเรียน ในด้านสุขภาพอนามัย ด้านการส่งเสริมความปลอดภัยโดยเฉพาะในส่วนของการให้ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัย การตรวจตรา เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุต่างๆ

สมมุติฐานการวิจัย 1.ผู้ปกครองที่มีเพศต่างกันมีความพึงพอใจต่อการจัดการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียนพันธะวัฒนา กรุงเทพมหานคร  แตกต่างกัน
2.ผู้ปกครองที่มีอายุต่างกันมีความพึงพอใจต่อการจัดการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียนพันธะวัฒนา กรุงเทพมหานคร แตกต่างกัน
3.ผู้ปกครองที่มีวุฒิการศึกษาต่างกันมีความพึงพอใจการจัดการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียนพันธะวัฒนา กรุงเทพมหานคร แตกต่างกัน
4.ผู้ปกครองที่มีอาชีพต่างกันมีความพึงพอใจต่อการจัดการศึกษาปฐมวัย ของโรงเรียนพันธะวัฒนา กรุงเทพมหานคร แตกต่างกัน
5.ผู้ปกครองที่มีรายได้ต่อเดือนต่างกันมีความพึงพอใจต่อการจัดการศึกษาปฐมวัย ของโรงเรียนพันธะวัฒนา กรุงเทพมหานคร แตกต่างกัน

วิธีดำเนินการวิจัย
การวิจัยเรื่อง ความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียนพันธะวัฒนา กรุงเทพมหานครและการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ เพื่อศึกษา ความพึงพอใจของ

ผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการศึกษาปฐมวัยโรงเรียนพันธะวัฒนา โดยผู้วิจัยได้ดาเนินการตามลำดับ    ขั้นตอน ดังนี้
1. รูปแบบการดำเนินการวิจัย    
2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้วิจัย
3. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัย 
4.การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัย
 5.การวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัย
6.สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัย
7. รูปแบบการดำเนินการวิจัย

ประชาการและกลุ่มตัวอย่าง
 ประชากรที่ใช้วิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ปกครองนักเรียนชั้นอนุบาล ๑ -๓โรงเรียนพันธะวัฒนา กรุงเทพมหานคร จำนวน ๒๒
o คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย







วิเคราะห์ข้อมูล
1.. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ประกอบด้วย เพศ อายุวุฒิการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน
2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการศึกษาปฐมวัยทั้ง๔ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการจัดบริการนักเรียน ด้านการให้ข่าวสารข้อมูล ด้านอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม
3.. ผลการวิเคราะห์เพื่อทดสอบสมมุติฐานปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม
ประกอบด้วยเพศ อายุ วุฒิการศึกษา อาชีพ รายได้ต่อเดือน
4..ผลการวิเคราะห์ข้อเสนอแนะแนวทางในการจัดการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียนพันธะวัฒนา กรุงเทพมหานคร

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
1. สถิติเชิงพรรณนา ( Descriptive  Statistics) เป็นค่าสถิติพื้นฐานเกี่ยวกับค่าความถี่ร้อย
ละ (Percentage)ค่าเฉลี่ย (Mean)  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( Standard Deviation)  วิเคราะห์
เกี่ยวกับสถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม และความคิดเห็นของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อการจัดการศึกษาปฐมวัย
2.สถิติเชิงอนุมาน ( Inferential Statistics) เพื่อหาค่า t-test, F-test(One–way ANOVA
Analysis of Variance) ใช้ทดสอบเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยตัวแปรอิสระที่มากกว่าสองกลุ่มได้แก่
ผู้ปกครองนักเรียนที่เป็นครูและผู้ปกครองนักเรียนที่ไม่ได้เป็นครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ๐.๐๕
 3. การวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปการศึกษาทางสังคมศาสตร์ที่นิยมใช้
กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

สรุปผลการวิจัย
ผลการวิจัย
การวิจัยเรื่องความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียน
พันธะวัฒนา กรุงเทพมหานคร เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการสื่อความหมายที่ตรงกัน ผู้วิจัยได้กำหนด
สัญลักษณ์และอักษรย่อในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังต่อไปนี้
x แทน ค่าเฉลี่ย
S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
t แทน ค่าสถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มตัวอย่าง ๒ กลุ่ม
F แทน ค่าสถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยมากกว่า ๒ กลุ่ม
df แทน ชั้นความเป็นอิสระ (Degrees of Freedom)
SS แทน ค่าผลบวกของคะแนนยกกาลังสอง (Sum of Squares)
MS แทน ความแปรปรวน (Mean Squares)
Sig แทน ค่านัยสำคัญทางสถิติ (Significance)
* แทน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕

ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
 1. ด้านการจัดการเรียนการสอน  ครูควรจัดสื่อการเรียนการสอนที่หลากหลายเพื่อให้
ผู้เรียนเกิดความสนใจใฝ่เรียนรู้ จัดกิจกรรมต้องสอดคล้องกับพัฒนาการครบทุกด้าน ได้ลงมือปฏิบัติ
2. ด้านการบริการนักเรียน ผู้รับผิดชอบ ห้องสุขา ห้องอาหาร ควรเข้ามามีส่วนร่วมและดูแลปรับปรุงห้องสุขาให้สะอาด ดูแลห้องอาหารให้สะอาด ถูกสุขลักษณะ
เกี่ยวกับรถรับ-ส่งนักเรียนชั้นปฐมวัย ควรมีมาตรการในการรักษาความปลอดภัย และมีมาตรฐาน
3. ด้านของข้อมูลข่าวสารควรมีการจัดทำวารสาร แผ่นพับประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆให้ผู้ปกครองทราบอย่างสม่ำเสมอ
4..ด้านอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม ควรมีการจัดที่นั่งพักสำหรับผู้มาติดต่อกับทางโรงเรียนเพียงพอ  ควรมีการจัดพื้นที่การเรียนการสอนห้องปฏิบัติการ เหมาะสมกับการเรียนแต่ละวิชา

ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป
1.ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ  ความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการ ศึกษาในระดับประถมศึกษาโรงเรียนพันธะวัฒนา  กรุงเทพมหานคร
หอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
2. ควรมีการศึกษา ปัจจัยในการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าศึกษาในสถานศึกษาเอกชน
3. ควรศึกษาวิจัยในเชิงคุณภาพเกี่ยวกับ ความพึงพอใจของ นักเรียน ที่มีต่อการจัดสภาพแวดล้อมในโรงเรียนพันธะวัฒนา กรุงเทพมหานคร โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน

ตัวอย่างกิจกรรมที่ให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง
แบ่งแบบสอบถาม ออกเป็น ๓ ตอน ดังนี้
 ตอนที่ ๑ เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
 ตอนที่ ๒ เป็นแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการศึกษาปฐมวัย ของโรงเรียนพันธะวัฒนา ๔ ด้านได้แก่
ด้านการจัดการเรียนการสอน 
ด้านการจัดบริการนักเรียน
ด้านการให้ข่าวสารข้อมูล
ด้านอาคารสถานที่สภาพแวดล้อม
โดยแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมา ตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ซึ่งมี ๕ ระดับ ตามหลักการของ เคริร์ท โดยกำหนดค่าของลำดับ คะแนน ดังนี้
                ๕  หมายถึง  ความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียน  มากที่สุด
                ๔  หมายถึง  ความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนมาก
                ๓  หมายถึง  ความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนปานกลาง
                ๒  หมายถึง  ความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนน้อย
                ๑  หมายถึง  ความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนน้อยที่สุด  
ตอนที่ ๓ เป็นแบบสอบถามแบบปลายเปิดเพื่อให้ผู้ปกครองได้แสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ในการจัดการศึกษาปฐมวัยในการ จัดการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียนพันธะวัฒนา กรุงเทพมหานคร

แหล่งอ้างอิง ที่มา บรรณานุกรม
https://www.google.co.th/url?sa=t&rct=j&q=&esrc=s&source=web&cd=1&cad=rja&uact=8&ved=0ahUKEwjfmpPtqpjPAhVEjZQKHezaC-oQFggaMAA&url=http%3A%2F%2Fwww.mcu.ac.th%2Fuserfiles%2Ffile%2Fthesis%2FEducational-Administration%2F56-2-11-047.pdf&usg=AFQjCNEHf5NNUg7-sULZmHRw9zM0pludmg&sig2=eus9CwDRm3BjzQy-r29pnw


แบบประเมินที่อาจารย์แจกให้เพื่อประเมินให้คะเเนนเพื่อนแต่ละกลุ่มที่ออกไปนำเสนอ




******************************************************

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559


บันทึกการเรียน
วันจันทร์ที่ 19 กันยายน 2559 


บทที่ 5 รูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครองในสถานศึกษา

รูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครองระดับชั้นเรียน
ข่าวสารประจำสัปดาห์
           เป็นข้อมูลข่าวสารที่ส่งไปถึงผู้ปกครองเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับกิจกรรมของเด็กที่โรงเรียนและแนวทางการส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่เด็กที่บ้านเพื่อให้ผู้ปกครองเข้าใจและร่วมกันพัฒนาเด็กไปในทิศทางเดียวกัน ข้อมูลประจำสัปดาห์ประกอบไปด้วย
- รายละเอียดของสาระการเรียนรู้ ประสบการณ์และกิจกรรมที่สถานศึกษาวางแผนไว้ประจำสัปดาห์
- พัฒนาการและการเรียนรู้ที่เด็กได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม
- กิจกรรมครอบครัว เป็นกิจกรรมที่พ่อแม่ ร่วมทำกับเด็กโดยในข่าวสารจะเสนอแนะกิจกรรมต่างๆ เช่น ประดิษฐ์ของเล่นสำหรับเด็ก เกม วาดภาพระบายสี เพลงคำคล้องจอง ปริศนาคำทาย ฯลฯ
- เรื่องน่ารู้สำหรับผู้ปกครอง เป็นการให้ข้อมูลความรู้เพื่อนำไปอบรมเลี้ยงดู ส่งเสริมพัฒนาการเด็กหรือแก้ไขปัญหาพฤติกรรมเด็ก
- ข้อเสนอแนะของผู้ปกครอง เป็นการให้ผู้ปกครองแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการสนับสนุนและพัฒนาเด็กให้ดียิ่งขึ้น





จดหมายข่าวและกิจกรรม
    เป็นการนำเสนอความรู้ให้แก่ผู้ปกครอง ในชั้นเรียนให้รับรู้ถึงข่าวสารและกิจกรรมที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในการพัฒนาเด็ก โดยจัดส่งให้ผู้ปกครองในทุกสัปดาห์หรือตามความเหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่นำเสนอในจดหมายข่าวและกิจกรรมอาจจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดังนี้
- ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเด็กและผู้ปกครอง
- กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการสำหรับผู้ปกครอง เช่น นิทาน ศิลปะ ภาษา ฯลฯ
- ความรู้สำหรับผู้ปกครอง ฯลฯ

การพัฒนารูปแบบการให้ความรู้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองในการอบรมเลี้ยงดูเด็กต่ำกว่า 3 ปี ผ่านโรงพยาบาลชุมชนและสถานีอนามัย
      เป็นโครงการภายใต้งานวิจัยของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เกิดจากความต้องการให้ครอบครัวเป็นหลักของการพัฒนาเด็กในช่วงอายุต่ำกว่า 3 ปี ด้วยการให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเป็นผู้เลี้ยงดูที่มีคุณภาพ โดยใช้รูปแบบการให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง ประกอบด้วย 4 รูปแบบ คือ
- วิธีกระบวนการเรียนรู้โดยการมีส่วนร่วม
- วิธีการสนทนากลุ่ม
- วิธีอภิปรายกลุ่ม
- วิธีการบรรยาย          

โครงการ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กไทย
        ดำเนินงานโดยสำนักสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต เป็นโครงการที่มุ่งเร่งพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กและเยาวชนไทย โดยผลักดันให้ครอบครัวมีส่วนร่วมที่สำคัญ ด้วยการจัดทำชุดองค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กและเยาวชนไทย เพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง ประกอบด้วย
- แบบสังเกตความคิดสร้างสรรค์ในเด็กสำหรับพ่อแม่
- คู่มือความรู้และการจัดกิจกรรมพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
- หลักสูตรการเลี้ยงลูกให้มีความคิดสร้างสรรค์
- ซีดีการเรียนรู้ด้วยตนเองเรื่อง  การเลี้ยงลูกให้มีความคิดสร้างสรรค์
- จัดอบรมพ่อแม่ผู้ปกครองเรื่อง  การเลี้ยงลูกให้มีความคิดสร้างสรรค์

โครงการ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กไทย
            ดำเนินงานโดยสำนักสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต เป็นโครงการที่มุ่งเร่งพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กและเยาวชนไทย โดยผลักดันให้ครอบครัวมีส่วนร่วมที่สำคัญ ด้วยการจัดทำชุดองค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กและเยาวชนไทย เพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง ประกอบด้วย
- แบบสังเกตความคิดสร้างสรรค์ในเด็กสำหรับพ่อแม่
- คู่มือความรู้และการจัดกิจกรรมพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
- หลักสูตรการเลี้ยงลูกให้มีความคิดสร้างสรรค์
- ซีดีการเรียนรู้ด้วยตนเองเรื่อง  การเลี้ยงลูกให้มีความคิดสร้างสรรค์
- จัดอบรมพ่อแม่ผู้ปกครองเรื่อง  การเลี้ยงลูกให้มีความคิดสร้างสรรค์

ป้ายนิเทศให้ความรู้ผู้ปกครอง
จัดเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ปกครองอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสามารถจัดได้บริเวณหน้าชั้นเรียนของทุกห้องเรียน โดยนำข้อมูลความรู้ที่จำเป็นสำหรับผู้ปกครอง จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย เช่น
- ข้อมูลจากนิตยสาร หนังสือพิมพ์ วารสาร
-  เกร็ดความรู้หรือสาระน่ารู้สำหรับผู้ปกครอง
- ภาพถ่ายกิจกรรมในชั้นเรียน
- ผลงานแห่งความภาคภูมิใจ
- กิจกรรมในโอกาสพิเศษ เช่น ทัศนศึกษา การแสดงในวันปีใหม่ ฯลฯ


การสนทนา
     การสนาเป็นรูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครองที่เข้าถึงและตรงมากที่สุด การสนทนาเป็นแนวทางหนึ่งของการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีเพื่อผู้ปกครอง และช่วยในการให้ความรู้ผู้ปกครองเป็นไปได้อย่างราบรื่น โดยมีวัตถุประสงค์ในการสนทนาดังนี้
- เพื่อให้ครูและผู้ปกครองได้มีโอกาสพบปะพูดคุยและแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาเด็ก
- เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าใจถึงแนวทางการดำเนินงานของโรงเรียน
- เพื่อให้ครูและผู้ปกครองได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมเด็กขณะที่อยู่ที่โรงเรียนและที่บ้าน






ป้ายนิเทศ
     ป้ายนิเทศในลักษณะนี้เป็นป้ายที่จัดเพื่อให้ความรู้และข้อมูลข่าวสารแก่ผู้ปกครองทั้งสถานศึกษา ลักษณะของป้ายประกอบด้วย ภาพ ตัวอักษร ของจริง แผนภูมิ สถิติ ฯลฯ ป้ายนิเทศจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ดังนี้
- ข้อมูลการดำเนินงานของโรงเรียน เช่น ปรัชญา นโยบาย วัตถุประสงค์ ฯลฯ
- ข่าวสารประจำวันจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร ฯลฯ
- ข่าวของสถานศึกษา เช่น การประชุม สัมมนา กิจกรรมต่างๆ
- ประกาศต่างๆ ของทางโรงเรียน เช่น วันหยุด นัดประชุมฯลฯ
- ข่าวสารบริการต่างๆ เช่น แนะนำสถานศึกษา ข้อมูลกิจกรรมของเด็ก
- กิจกรรมของสถานศึกษา เช่น กิจกรรมวันครู วันพ่อ วันแม่ ฯลฯ
- ป้ายสำหรับผู้ปกครองในการแสดงความคิดเห็น






นิทรรศการ
เป็นรูปแบบที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ประชาสัมพันธ์กิจกรรมของสถานศึกษาให้แก่ผู้ปกครองได้อย่างกว้างขวางรูปแบบหนึ่งด้วยการใช่สื่อหรืออุปกรณ์หลายชนิดในการถ่ายทอดและเผยแพร่ความรู้ ข้อมูลข่าวสารเช่น ภาพเขียน ภาพถ่าย สถิติ หุ่น ผลงานเด็ก ภาพยนตร์ วีดีโอและซีดีซึ่งมีรูปแบบของนิทรรศการที่สามารถจัดได้ในสถานศึกษาดังนี้
- นิทรรศการเพื่อการประชาสัมพันธ์
- นิทรรศการเพื่อให้ความรู้
- นิทรรศการเพื่อความบันเทิง 




มุมผู้ปกครอง
เป็นบริเวณที่สถานศึกษาจัดให้บริการแก่ผู้ปกครองในระหว่างการเยี่ยมชมโรงเรียน การรอรับ-ส่งเด็ก หรือพบปะสังสรรค์ระหว่างผู้ปกครองหรือครู เป้าหมายสำคัญของการจัดมุมผู้ปกครองคือ
- เพื่อให้ผู้ปกครองได้ใช้เวลาว่างระหว่างการรอรับ-ส่งเด็ก ให้เกิดประโยชน์ด้วยการอ่านหนังสือ ฯลฯ
- เป็นบริเวณที่ให้ผู้ปกครองได้สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ระหว่างผู้ปกครองด้วยกัน
- เพื่อผู้ปกครองและเด็กได้ทำกิจกรรมร่วมกันตามความเหมาะสมในระยะเวลาสั้นๆ เช่น อ่านหนังสือ ดูภาพกิจกรรมของเด็ก ชมผลงานเด็ก








*************************************************

คำถามท้ายบท

1. รูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครองระดับชั้นเรียน ครูประจำชั้นควรพิจารณาในการเลือกใช้รูปแบบใดบ้าง จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง
=ข่าวสารประจำวัน  เพราะจะเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมให้กับเด็กๆและเป็นการแนะเเนวทางการส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่เด็กเพื่อให้ผู้ปกครองเกิดความเข้าใจมากขึ้น

 2. รูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครองระดับสถานศึกษามีรูปแบบใดบ้าง จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง
=1.รูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครองระดับชั้นเรียน  เช่น ข่าวสารประจำสัปดาห์ จดหมายกิจกรรม ป้ายนิเทศ
  2.รูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครองระดับสถานศึกษา เช่น ห้องสมุด ป้ายนิเทศ นิทรรศการ

 3. นักศึกษามีวิธีการหรือแนวทางแก้ปัญหาผู้ปกครองที่ไม่ให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมโครงการหรือกิจกรรมให้ความรู้ผู้ปกครอง จงอธิบาย        
=อธิบายให้ฟังถึงเหตุผลของการจัดกิจกรรมและบอกถึงประโยชน์ที่จะได้จากการทำกิจกรรมว่าการทำกิจกรรมนั้นมีความจำเป็นและมีความสำคัญในด้านไหนบ้าง
   
 4. การจัดกิจกรรมการให้ความรู้ผู้ปกครองมีความสำคัญและจำเป็นอย่างไร จงอธิบาย
=มีความสำคัญคือ เป็นการช่วยพ่อแม่ผู้ปกครองให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละช่วงวัยและการเลือกกิจกรรมที่เหมาะกับพัฒนาการของเด็กแต่ละคน

 5. รูปแบบการให้ความรู้ผู้ปกครองที่มีประสิทธิภาพ มีลักษณะของรูปแบบอย่างไร จงอธิบายพร้อมแสดงความคิดเห็น
=ควรเป็นรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้ง่ายและสามารถนำไปจัดให้กับลูกหลานได้องอย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพและเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กได้ในทุกด้าน

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2559

บันทึกการเรียน
วันจันทร์ที่ 5 กันยายน 2559



บทที่ 4 โครงการการให้ความรู้ผู้ปกครองในและต่างประเทศ

                ปัจจุบันสถานศึกษาทุกระดับทั่งโลก ต่างให้ความสำคัญกับบทบาทหน้าที่ของพ่อแม่ ผู้ปกครองในการจัดการศึกษา การให้ความรู้กับผู้ปกครองจึงเป็นภารกิจที่สถานได้ดำเนินงานในรูปแบบที่แตกต่างไปในแต่ละประเทศ โดยที่แต่ละประเทศได้ดำเนินยุทธศาสตร์การให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง โดยยึดหลักความร่วมมือระหว่างบ้าน โรงเรียน ชุมชนและสังคมจากภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการศึกษาเด็กปฐมวัยให้ไปในทิศทางเดียวกัน

การพัฒนารูปแบบการให้ความรู้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองในการอบรมเลี้ยงดูเด็กต่ำกว่า 3 ปี ผ่านโรงพยาบาลชุมชนและสถานีอนามัย

เป็นโครงการภายใต้งานวิจัยของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เกิดจากความต้องการให้ครอบครัวเป็นหลักของการพัฒนาเด็กในช่วงอายุต่ำกว่า 3 ปี ด้วยการให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเป็นผู้เลี้ยงดูที่มีคุณภาพ โดยใช้รูปแบบการให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง ประกอบด้วย 4 รูปแบบ คือ
- วิธีกระบวนการเรียนรู้โดยการมีส่วนร่วม
- วิธีการสนทนากลุ่ม
- วิธีอภิปรายกลุ่ม
- วิธีการบรรยาย  

 โครงการ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กไทย
ดำเนินงานโดยสำนักสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต เป็นโครงการที่มุ่งเร่งพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กและเยาวชนไทย โดยผลักดันให้ครอบครัวมีส่วนร่วมที่สำคัญ ด้วยการจัดทำชุดองค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กและเยาวชนไทย เพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง ประกอบด้วย
- แบบสังเกตความคิดสร้างสรรค์ในเด็กสำหรับพ่อแม่
- คู่มือความรู้และการจัดกิจกรรมพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
- หลักสูตรการเลี้ยงลูกให้มีความคิดสร้างสรรค์
- ซีดีการเรียนรู้ด้วยตนเองเรื่อง  การเลี้ยงลูกให้มีความคิดสร้างสรรค์
- จัดอบรมพ่อแม่ผู้ปกครองเรื่อง  การเลี้ยงลูกให้มีความคิดสร้างสรรค์

โครงการรณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างความเข็มแข็งของครอบครัว บ้านล้อมรัก
ดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามยา เสพติด ภายใต้คำขวัญ พลังครอบครัวไทย ชนะภัยยาเสพติด” เพื่อสร้างความเข้าใจบทบาทของพ่อแม่ ผู้ปกครองในการดูแลเอาใจใส่บุตรหลาน เพื่อให้ปลอดภัยและห่างไกลจากยาเสพติด โดยมีวิธีการประชาสัมพันธ์โครงการผ่าน 4 ช่องทางคือ
 - ผ่านโทรทัศน์ในรูปแบบสารคดีและแทรกในรายการโทรทัศน์
- ผ่านสื่อวิทยุในรูปแบบสารคดีสั้น สปอตประชาสัมพันธ์ กิจกรรม และสัมภาษณ์
- สื่อสิ่งพิมพ์ ได้แก่ จดหมายข่าว โปสเตอร์ สติกเกอร์ เสื้อยืด เป็นต้น
- กิจกรรมส่งเสริมความรู้และความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว เช่น เกม กีฬา เป็นต้น

โครงการหนังสือเล่มแรก (Bookstart Thailand)
โครงการหนังสือเล่มแรก เริ่มต้นขึ้นในปี 2546 โดยการริเริ่มของมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ซึ่งในปีนั้นรัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการประกาศให้เป็นปีแห่งการอ่าน  ส่วนภาคเอกชนโดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยได้เริ่มดำเนินโครงการ รวมพลัง รักการอ่าขึ้นในปีนี้เช่นเดียวกัน  โดยมีเป้าหมายที่จะให้พ่อแม่ลูกมีความสุขร่วมกันในโลกของหนังสือ สร้างพื้นฐานการอ่านและสานสัมพันธ์ในครอบครัว ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยนิสัยรักการอ่านและประสานความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนรวมทั้งองค์กรท้องถิ่นในการรณรงค์โครงการ โดยการจัดทำถุงบุ๊คสตาร์ท (book start) ติดตามประเมินผลครอบครัวในโครงการ

โครงการพัฒนาเด็กโดยครอบครัว
เป็นการดำเนินงานร่วมกันของกรมการพัฒนาชุมชน กรมการศึกษานอกโรงเรียน กรมอนามัย สำนักงานปรัดกระทรวงสาธารณสุข และอีกหลายหน่วยงาน วัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาและเพิ่มพูนความรู้ให้พ่อแม่ สมาชิกในครอบครัว เยาวชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กให้เจริญเติบโต มีพัฒนาการตามวัยต่อเนื่องสอดคล้องกับวิถีชีวิตครอบครัวและสังคมของเด็ก โดยมีกิจกรรมดังนี้
- การเตรียมชุมชน แก่การให้ความรู้แก่อาสาสมัคร แล้วไปถ่ายทอดให้แก่พ่อแม่ผู้ปกครอง
- จัดกลุ่มสนทนาให้แก่เยาวชน พ่อแม่ ผู้ปกครอง สนทนาเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็ก การผลิตของเล่นสำหรับเด็ก การเตรียมเป็นพ่อแม่ที่ดี เป็นต้น
- จัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีคามรู้และทักษะในการเลี้ยงดูเด็กเพื่อเตรียมเป็นพ่อแม่ที่ดีต่อไป

โครงการ การให้ความรู้ผู้ปกครองในต่างประเทศ

โครงการ การให้ความรู้พ่อแม่ผู้ปกครองในประเทศอิสราเอล
ประเทศอิสราเอลถือเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาค่อนข้างสูง เพราะถือว่าการศึกษาคือการพัฒนามนุษย์ให้มีคุณภาพ ดังนั้น จึงมีการจัดการศึกษาให้แก่เด็กอายุ 3-4 ปี โดยรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ งานการศึกษาเด็กโดยพ่อแม่ผู้ปกครองถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบการจัดการศึกษาของอิสราเอลตั้งแต่ระดับอนุบาล การทำงานระหว่างบ้านกับโรงเรียนและชุมชนจึงพบได้ในทุกโรงเรียน ซึ่งถือเป็นงานปกติที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามหน้าที่

โครงการให้ความรู้ผู้ปกครองในประเทศสหรัฐอเมริกา
เมื่อปี ค.ศ. 1930 สหรัฐอเมริกาได้ประสบปัญหาหลายอย่าง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อครอบครัว จึงได้มีการประชุมเรื่อง สุขภาพเด็กและแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยได้เสนอให้มีการจัดทำหลักสูตรการให้ความรู้ผู้ปกครองไว้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการศึกษาระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาของทุกรัฐ โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
- เพื่อให้เข้าใจพัฒนาการของเด็กแต่ละวัย รวมทั้งลักษณะของชีวิตครอบครัว
- ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับลักษณะและพฤติกรรมของเด็ก
- ได้อภิปรายเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมและประเพณีที่มีต่อชีวิตครอบครัว
- เพื่อให้เข้าใจลักษณะและจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษา

                กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของการศึกษาเด็กด้วยการสนับสนุนให้ครอบครัวเข้ามามีบทบาทต่อการจัดการศึกษา โดยกำหนดให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา 2 เรื่องคือ
                1. ความพร้อมที่จะเรียน  พ่อแม่จะต้องเตรียมความพร้อมให้ก่อนลูกจะเข้าเรียนและอุทิศเวลาแต่ละวันเพื่อช่วยลูกให้ได้เรียน
                2. การมีส่วนร่วมของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ได้กำหนดให้โรงเรียนทุกแห่งส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนที่จะทำให้ผู้ปกครองนักเรียนมีส่วนร่วมในการส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของเด็กในด้านสังคม อารมณ์ และด้านวิชาการ

โครงการศูนย์ข้อมูลพ่อแม่
มีการจัดตั้ง ศูนย์ข้อมูลพ่อแม่ ขึ้นในทุกรัฐ โดยการดำเนินงานนั้นให้ผ่านไปยังองค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ (NGO) โดยให้การอบรมความรู้และข้อมูลข่าวสารแก่ผู้ปกครอง ภายใต้คำนิยาม การศึกษาของพ่อแม่ (Parent Education) “โครงการพ่อแม่ในฐานะครู (Parents as Teachers Program) และ โครงการสอนเด็กเล็กในบ้าน (Home Instruction for Preschool Youngsters Program) โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
- ให้เข้าใจเรื่องความต้องการทางการศึกษาของเด็ก
- ให้สนับสนุนในการช่วยเหลือในการเรียนของเด็กจนประสบความสำเร็จ
- สามารถที่จะติดต่อสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างครู ผู้บริหารและนักเรียน
- ให้มีส่วนร่วมในการออกแบบรับความช่วยเหลือสำหรับนักเรียนที่ไม่ได้มาโรงเรียน เช่น การให้บริการเอกสารในเรื่องต่างๆ

โครงการ เฮดสตาร์ท (Head Start)
                เป็นโครงการระดับชาติที่ให้บริการด้านพัฒนาการแก่เด็กอายุ 3-5 ปี ที่พ่อแม่มีรายได้น้อย และบริการด้านสังคมแก่ครอบครัวของเด็กเหล่านั้น การบริการเฉพาะสำหรับเด็กเน้นเรื่องการศึกษา พัฒนาการด้านอารมณ์ สังคม สุขภาพกาย จิตใจและโภชนาการ พื้นฐานสำคัญของโครงการนี้คือ การมีส่วนร่วมของพ่อแม่และชุมชน
โครงการเฮมสตาร์ท มีฐานะเสมือนห้องปฏิบัติการระดับชาติ เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
- สร้างครอบครัวให้เข้มแข็งในการอบรมเลี้ยงดูเด็กขั้นต้น
- เชื่อมโยงเด็กและครอบครัวต่อการบริการชุมชนที่มีความต้อการจำเป็น
- ประกันโครงการที่จัดการดีว่าพ่อแม่เด็กมีส่วนร่วมในการตกลงใจ

โครงการ โฮมสตาร์ท (Home Start Program)
เป็นการนำพ่อแม่เข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษาของเด็กเล็กซึ่งอยู่ภายใต้โครงการใหญ่ คือ เฮดสตาร์ท เป้าหมายคือ เพื่อสร้างความสำนึกให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของตนที่มีต่อเด็ก และชี้ให้ผู้รับผิดชอบในการจัดการศึกษาให้แก่เด็ก เห็นคุณค่าของการมีส่วนร่วมของมารดาที่มีผลต่อการเรียนของเด็กด้อยโอกาส โดยช่วยเหลือสนับสนุนให้ครอบครัวมีความสามารถดูแลเด็กอย่างถูกต้องและมีสมรรถภาพ

โครงการสมาร์ท สตาร์ท (Smart Start)
ก่อตั้งโดยนายจิม ฮั้น ผู้ว่าการมลรัฐแคโรไลนาเหนือ ในปี พ.ศ. 2536 ได้จัดให้มีคณะทำงานศึกษาสาระปัญหาเด็กเล็ก โดยเฉพาะในด้านการอบรมเลี้ยงดูและการศึกษาของเด็กเล็ก  ปัจจุบันกระทรวงทรัพยากรมนุษย์เป็นผู้ดำเนินโครงการ โครงการนี้สร้างสรรค์ขึ้นจากความคิดริเริ่มด้านเด็กเล็กจากแรงผลักดันของท้องถิ่น ชุมชนรวมตัวกันเข้าเรียกร้องความต้องการให้เด็กเล็ก โดยมีเป้าหมายที่เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ให้มีสุขภาพและความพร้อมที่จะเรียนให้สำเร็จ

โครงการ บุ๊คสตาร์ทในประเทศญี่ปุ่น (Bookstart Japan)
เมื่อปี พ.ศ. 2543 ญี่ปุ่นประกาศให้เป็น ปีแห่งการอ่านของเด็กและได้มีการนำโครงการบุ๊คสตาร์ทของประเทศอังกฤษเข้ามาเผยแพร่ในญี่ปุ่น โดยมีศูนย์สนับสนุนบุ๊คสตาร์ทเป็นเจ้าของโครงการ ด้วยหลักการและเหตุผลที่ว่า ภาษามีความสำคัญต่อการหล่อเลี้ยงจิตใจเด็ก เด็กเล็กต้องการอ้อมกอดอันอบอุ่นและเสียงพูดคุยอย่างอ่อนโยน  โครงการบุ๊คสตาร์ทสนับสนุนสัมผัสอันอบอุ่นโดยมี หนังสือภาพเป็นสื่อกลาง โดยทดลองที่เขตสุงินามิ ในกรุงโตเกียวเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2544 ได้รับความร่วมมือจากศูนย์อนามัย ห้องสมุดและหน่วยงานสนับสนุนการเลี้ยงดูเด็กสามองค์กรร่วมกันแจกถุงบุ๊คสตาร์ทแก่แม่ที่พาลูกมาตรวจสุขภาพในช่วงอายุ 4 เดือน โดยมีเป้าหมาย 200 ครอบครัว และก็ได้มีการแพร่ขยายไปอย่างรวดเร็วในประเทศญี่ปุ่น

โครงการ บุ๊คสตาร์ทในประเทศอังกฤษ (Bookstart UK)
                โครงการ บุ๊คสตาร์ท หรือเรียกว่า หนังสือเล่มแรกก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. 2535 โดย นางเวนดี้ คูลลิ่ง ภายใต้ บุ๊คทรัสต์ ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่มีจุดมุ่งหมายในการนำหนังสือสู่คน นำคนสู่หนังสือ
นับเป็นโครงการแรกของโลกที่ว่าด้วยหนังสือสำหรับเด็กทารก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กทารกในอังกฤษทุกคนได้รับโอกาสและสนับสนุนให้พัฒนาความรู้สึกรักหนังสือและการอ่านไปตลอดชีวิต ด้วยการจัดสรรให้เด็กทารกทุกคนได้รับ ถุงบุ๊คสตาร์ท

“ถุงบุ๊คสตาร์ท”
ภายในถุงประกอบด้วย
-                   หนังสือที่ได้รับการคัดสรรแล้ว 2 เล่ม
-                   หนังสือแนะนำพ่อแม่ด้วยภาพเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กและโยงไปถึงการเลี้ยงดูด้วยหนังสือ
-                   ของชำร่วยสำหรับเด็ก เช่น ผ้ารองจานฯลฯ
-                   แผนที่แนะนำห้องสมุดแถวละแวกบ้าน
-                   บัตรสมาชิกห้องสมุดสำหรับเด็ก
-                   รายชื่อหนังสือสำหรับเด็ก
-                   รายชื่อศูนย์สนับสนุนคุณแม่เลี้ยงลูก





คำถามท้ายบท

1. ในการดำเนินโครงการให้ความรู้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองทั้งในและต่างประเทศมีเป้าหมายร่วมกันอย่างไร
=มีเป้าหมายเดียวกันคือเพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นผู้ที่มีความพร้อมและมีคุณภาพในการดูแลเด็กเพื่อที่จะพัฒนาเด็กตั้งแต่เด็กปฐมวัยให้โตไปอย่างมีคุณภาพ

2. นักศึกษามีแนวคิดอย่างไรที่จะสนับสนุนให้โครงการการให้ความรู้ผู้ปกครองประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม จงอธิบาย
=จัดกิจกรรมและจัดอบรม โดยให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมนั้นๆ โดยกิจกรรมที่จัดก็ส่งเสริมเกี่ยวกับการเลี่ยงดูและการจักประสบการณ์ที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กแต่ละขั้น เพื่อให้ผู้ปกครองเกิดความเข้าใจและสามารถนำไปทำต่อได้ด้วยตนเอง

3. ในฐานะที่นักศึกษาจะเป็นผู้ที่ให้ความรู้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยในอนาคต จงยกตัวอย่างขององค์ความรู้หรือเรื่องที่ต้องการจะถ่ายทอดให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองเพื่อใช้ในการเลี้ยงดูเด็ก มา 5 เรื่องพร้อมอธิบายและยกตัวอย่างประกอบ
=1.เรื่องการศึกษา  เนื่องจากพ่อแม่ผู้ปกครองแต่ละคนมีการศึกษาที่แตกต่างกันมีระดับความรู้ความเข้าใจที่แตกต่างกันจึงทำให้มีหลักการให้การศึกษากับลูกที่แตกต่างกันและบางครอบครัวอาจจะให้การศึกษาได้ไม่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก
  2.เรื่องความสัมพันธ์  เนื่องจากที่เป็นยุคสมัยที่ค่าครองชีพสูงจึงทำให้ทุกคนต่างต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดและความอยู่ดีกินดีของครอบครัวจึงทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ค่อยมีเวลาให้กับลูกของตนทำให้ความสนิทระหว่างพ่อแม่และลูกนั้นมีน้อย
  3.เรื่องค่าครองชีพ  เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีค่าครองชีพสูงเลยทำให้ต้องออกนอกบ้านทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองนั้นไม่มีเวลาให้กับลูกของตนเอง
  4.สิ่งเเวดล้อม  เป็นส่วนที่มีความสำคัญอย่างมากอีกอย่างหนึ่งสำหรับเด็ก เพราะถ้าเด็กได้อยู่ในสภาพเเวดล้อมที่ดีหรือมีการอบรมเลี้ยงดูที่ดีและถูกต้องก็จะทำให้เด็กเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีคุณภาพ
  5.การส่งเสริมพัฒนาการ  ถ้าเด็กได้รับการส่งเสริมพัฒนาการที่ดี ถูกวิธี และเป็นไปตามพัฒนาการที่เด็กควรที่จะเรียนรู้ไม่ถูกกดดันหรือเร่งรัดมากจนเกินไปก็จะทำให้เด็กนั้นมีพัฒนาการที่ดีและมีการเจริญเติบโตเหมาะสมกับวัย

  4. การให้ความรู้ผู้ปกครองสามารถส่งผลต่อพฤติกรรมเด็กหรือไม่อย่างไร         จงอธิบาย
=ส่งผล เพราะถ้าผู้ปกครองได้รับความรู้ที่ถูกต้องในการอบรมเลี้ยงดูและการจัดประสบการณ์ให้เด็กที่ถูกต้องถูกวิธีและเป็นไปตามวัยก็จะทำให้พัฒนาการของเด็กนั้นมีความพัฒนาได้อย่างเหมาะสมและเด็กก็จะมีพัฒนาการที่ดีเหมาะกับวัย

5. นักศึกษาจะมีวิธีในการติดตามผลการให้ความรู้ผู้ปกครองอย่างไร จงอธิบาย
=ใช้วิธีการสอบถามและการสังเกต คือ ติดตามสอบการการจัดกิจกรรมที่ผู้ปกครองจัดให้เด็กและการสังเกตการพฤติกรรมของเด็กที่ผู้ปกครองจัดกิจกรรมให้ว่ามีพัฒนาการอย่างไรบ้าง